ทำไม..จึงต้องมาทำวิจัย

พิทยา  สังขะเลขา

โรงเรียนสหกรณ์นิคมกสิกรรมทุ่งสง

อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

E-mail: pit_2519@hotmail.com

ต้องยอมรับว่าทุกองค์กรในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน หน่วยงานทางการศึกษา  ทางการปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข บริษัท ห้างร้าน สื่อสารมวลชน หรือแม้แต่องค์กรภาคประชาชน ล้วนแล้วแต่ต้องใช้การวิจัยเป็นฐานในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา  ได้มีทั้งนโยบายและกฎหมายมุ่งเน้นให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษา  เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งได้เริ่มปฏิรูปรอบแรกมาแล้วในทศวรรษที่ผ่านมา โดยในระดับโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนมุ่งเน้นที่การวิจัยทางการบริหารและการพัฒนาโรงเรียน  ครูเน้นให้มีการวิจัยชั้นเรียน นักเรียนส่งเสริมการทำโครงงาน ดังนั้น ถามว่าทำไมจึงมาทำโครงการวิจัยในโครงการ ผอ.ทำวิจัย ปี 2551 จึงมีประเด็นที่จะตอบดังนี้

1.นำการวิจัยมาไว้ในโรงเรียน เป็นที่ทราบกันว่ากระทรวงศึกษาธิการเริ่มใช้ พรบ.การศึกษาแห่งชาติมาตั้งแต่ ปีพ.ศ.2542 ซึ่งมาตรา30บัญญัติไว้ว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา  ข้อเท็จจริงกลับพบว่า การจัดการศึกษาของสถานศึกษาตลอด 10 ปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีการวิจัยอย่างแท้จริง ด้วยเพราะครูส่วนใหญ่ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ขาดองค์ความรู้ด้านการวิจัย หรือแม้แต่ครูที่ไปเพิ่มพูนความรู้ระดับปริญญาโท หลักสูตรสมทบเรียนเสาร์อาทิตย์ หรือภาคค่ำ ก็จะเรียนวิจัยแค่การค้นคว้าอิสระ (Baby Thesis) เมื่อกลับมาปฏิบัติงานแล้ว ก็ยังไม่สามารถทำการวิจัยได้ มีครูส่วนน้อยที่ลาไปศึกษาต่อเรียนภาคปกติ แล้วทำวิทยานิพนธ์ที่สามารถทำการวิจัยได้ แต่วิทยานิพนธ์ก็ยังเป็นสิ่งห่างไกลจากโรงเรียน คงอยู่บนชั้นในห้องสมุดของสถาบันอุดมศึกษา หรือแม้ว่าหน่วยงานต้นสังกัดจะจัดอบรมการทำวิจัยชั้นเรียนอยู่เสมอ มากครั้งในเชิงปริมาณที่ครูได้รับการอบรม แต่เมื่อเอาเข้าจริงก็ยังไม่สามารถวิจัยได้อยู่ดี  ดังนั้น การตัดสินใจร่วมโครงการครั้งนี้ ก็เพื่อนำการวิจัยมาไว้ในโรงเรียน มีเจ้าของทุนเป็น สกว. ทำให้ครูดูแล้วน่าเชื่อถือ ครูจะได้มีความคุ้นเคยกับการพูดถึงวิจัย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย และจะทำให้เห็นว่าการวิจัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

2. การใช้วิจัยเป็นฐานในการพัฒนางานและนโยบาย ขณะนั้นตนเองดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ ให้ดูแลงานบริหารวิชาการของโรงเรียน ร่วมกับหัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ กำลังทำโครงการส่งเสริมการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อเห็นประชาสัมพันธ์โครงการผอ.ทำวิจัย ปี 2551ก็เลยสนใจและเห็นว่าสามารถมาสนับสนุนงานนโยบายเดิมของโรงเรียนที่ทำอยู่แล้ว อีกทั้งมีการสนับสนุนทุนและองค์ความรู้ในการวิจัย จึงเขียนโครงการโดยอาศัยฐานปัญหาที่โรงเรียนสหกรณ์นิคมกสิกรรมทุ่งสง ที่กำลังพัฒนางานด้านเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว อาจสร้างแรงกระเพื่อมในการพัฒนางานได้ดีกว่า การดำเนินโครงการปกติเดิมของโรงเรียน ทั้งในส่วนของการมีส่วนร่วมของครูและบุคลากรภายใน ชาวบ้าน ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน ตัวแทนจากองค์กรต่าง ๆ โรงเรียนในพื้นที่ และหน่วยงานต้นสังกัด สพท.นครศรีธรรมราช เขต 2 สิ่งที่เกิดขึ้นและมีความประทับใจ ก็คือ ในการทำโครงการนี้ เมื่อประสานหรือเชิญใครมาเข้าร่วม ก็จะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีเสมอมา ไปขอข้อมูลจากหน่วยงาน เช่น หน่วยนิคมสหกรณ์ทุ่งสง อบต.เขาขาว ก็ได้รับความร่วมมือ เมื่อเชิญผู้ปกครองนักเรียนมาประชุมก็มาร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าทุกภาคส่วนให้เครดิตกับสัญลักษณ์ สกว. ทุกฝ่ายจึงยอมรับและเชื่อถือ

3. ต้องการเพิ่มพูนความรู้ให้ตนเอง ต้องยอมรับว่าตนเองแม้สำเร็จการศึกษาปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษา ในหลักสูตรภาคปกติทำวิทยานิพนธ์ งานวิทยานิพนธ์เรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสถานศึกษา” ได้รับคัดเลือกจากสภาการศึกษา  ให้นำเสนอในการประชุมทางวิชาการการวิจัยทางการศึกษาครั้งที่ 11 เมื่อปี พ.ศ.2548 ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ แต่เมื่อมาปฏิบัติหน้าที่บริหารในโรงเรียน  ยังเห็นว่าความรู้ที่ร่ำเรียนมาทางการวิจัยยังคงหาช่องทางในการใช้ยาก   จะวิจัยอะไร รูปแบบที่ใช้แบบไหน  ทำวิจัยในโรงเรียนงานเชิงคุณภาพยังไม่มีประสบการณ์ เหล่านี้ยังเป็นโจทย์ที่ไม่เห็นภาพการวิจัยสู่การปฏิบัติงานจริง ดังนั้น จึงคาดหวังเอากับสกว.นี่แหละว่าน่าจะเป็นที่พึงได้  เมื่อพบเข้าจริงๆ ก็จะเห็นว่า ตนเองได้เปิดโลกทรรศน์พอควร เป็นต้นว่า การพบกันในการรายงานความก้าวหน้าโครงการ การนำเสนอผลการวิจัย หรือการติดต่อสื่อสารทั้งทาง e-mail ทางโทรศัพท์กับน้องๆ ฝ่ายประสานงาน ทำให้รู้สึกว่า การวิจัยทางการศึกษาที่เรียนรู้มากับมุมของ สกว.ยังไม่กลืนกัน จึงแปลกใจว่า ถ้าเป็นเช่นแล้วหากจะให้เป็นมรรคผลในทางปฏิบัติของหน่วยงานทางการศึกษาคงต้องยกเครื่องกันมากด้านการวิจัย สิ่งที่ได้รับและเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญของการวิจัย ก็คือ คุณค่าและประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย ข้อมูลที่ได้มาเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน การไม่ยึดติดอยู่ในกรอบคิดเดิมจนก้าวออกมาไม่ได้ การทำให้รายงานสั้น กะทัดรัด และตรงประเด็น และงานวิจัยจำเป็นต้องมีการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ

สามประเด็นดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นเหตุให้ร่วมโครงการครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งอาจจะกล่าวไปบ้างแล้ว ในส่วนของตนเองนั้นปัจจุบันจะศึกษาหาความรู้ด้านการวิจัยอยู่เสมอ ศึกษาค้นคว้างานวิจัยทั้งที่เกี่ยวกับการศึกษาและสาขาอื่นเสมอ ได้รับความไว้วางใจให้ร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวกับผลงานทางวิชาการ เช่น การแสดงและนำเสนอผลงานครู ผู้บริหาร การให้คำปรึกษากับเพื่อนครูและผู้บริหารในการทำผลงานทางวิชาการ เป็นคณะทำงานโครงการวิจัยฝ่ายงานทันตสุขภาพของโรงพยาบาล ส่วนโรงเรียนสหกรณ์ฯ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยของโครงการได้มีการต่อยอดใช้ผลการวิจัยจากโครงการพัฒนาหลักสูตรฯ ต่อไป สานต่อนโยบายเดิมส่งเสริมการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ใช้โครงการวิจัยสนับสนุน ครูในโรงเรียนสหกรณ์ฯ มีเจตคติต่อการวิจัยที่ดีขึ้น ดังเห็นได้จากปีการศึกษา 2551 มีครูพัฒนานวัตกรรม แล้วส่งผลงานทางวิชาการถึง 10 คน และมีการประสานความร่วมมือทางวิชาการด้วยดีตลอดมา มีการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาปี 2553 ร่วมกันกับโรงเรียนบ้านนาโพธิ์ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ตนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอยู่ขณะนี้

อย่างไรก็ตาม คิดว่าการที่จะทำการวิจัยให้ได้ผลดีสำเร็จนั้น นอกจากองค์ความรู้ทางการวิจัยแล้ว งานและหน้าที่หลักของผู้วิจัยเป็นปัจจัยสำคัญ  เช่น การที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก ยังมีปัญหาเฉพาะหน้าต้องแก้ไขมากเกินไป งานหรือภารกิจภายนอก ที่แทรกเข้ามาโดยไม่ทราบล่วงหน้า ดังนั้น หากลงมือทำโครงการวิจัยแล้วคงต้องบริหารจัดการเวลาดีๆ จึงจะทำให้งานสำเร็จ อีกประการ ครูผู้สอนที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดเล็กจะมีภารงานมากเกินไป ต่างจากครูในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีงานหลักคือการสอน ส่วนงานสนับสนุนการสอนมีน้อยสามารถลงมือทำวิจัยได้ดีกว่า จึงต้องคิดต่อไปว่า จะทำอย่างไรให้การปฏิบัติงานในโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ให้ได้โดยใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาและพัฒนาโรงเรียน

ต้องขอขอบคุณทางสำนักประสานงานชุดโครงการวิจัย “การพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา” ทั้งท่านอาจารย์ไพโรจน์ และทีมงานที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา ขอเป็นกำลังใจและหวังว่าทุกท่านจะได้มาช่วยกันผลักดัน ให้องค์กรทางการศึกษาได้ใช้การวิจัยพัฒนางานและคุณภาพของนักเรียน ซึ่งขณะนี้มีความจำเป็นที่ทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มิใช่หวังเพียงแต่ให้โรงเรียนเป็นฝ่ายจัดแต่ฝ่ายเดียว จึงคาดหวังที่จะเห็น “All for Education” มากกว่า “Education for All”

**(ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาโพธิ์ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช)

About these ads

2 responses to “ทำไม..จึงต้องมาทำวิจัย

  1. เห็นด้วยกับความคิดเห็นของท่าน ผอ.พิทยา สังขะเลขา ปัจจุบันนี้ถ้ามีการไปรวบรวมข้อมูลหรือผลงานทางการวิจัยด้านการศึกษาของประเทศไทย ผมเชื่อว่ามีมากมายก่ายกองเรียกว่าล้นห้องสมุดมหาวิทยาลัยกันเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันเมื่องานวิจัยเหล่านี้ออกมาก็เป็นเพียงเครดิตในการจบการศึกษา หรือเป็นแค่ข้อมูลอ้างอิงในการยกระดับหรือสร้างเครดิตให้แก่ผู้ทำวิจัย ขาดการดูแลเอาใจใส่และนำมาซึ่งการนำไปวางแผนหรือการจัดการเชิงนโยบายอย่างแท้จริง ทำให้ผมคิดว่าการทำวิจัยเป็นเพียงเอกสารที่ไร้คุณค่า เสียเวลาและสิ้นเปลืองในเชิงของการบริหารงบประมาณ ทั้งๆ ที่มีที่มาด้วยความเพียรพยายามและความตั้งใจในการทำวิจัย ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ที่ผู้ดูแลผลงานทางด้านการวิจัยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายควรที่จะปรับเปลี่ยนแนวคิดในการวิจัย และหันมาใช้ประโยชน์ทางการวิจัยที่มีอยู่อย่างจริงจัง และหันมาสนับสนุนการวิจัยใหม่ๆ ภายใต้กรอบของการวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

  2. Pingback: บทที่ 1 การวิจัยกับพัฒนางานครู « E-training

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s